|
กรองอากาศไม่ใช่แค่ "ใส่แทนของเดิม" แต่มีผลทั้งเรื่องการไหลของอากาศ การตอบสนองของคันเร่ง และการปกป้องเครื่องยนต์
เลือกแบบไหนดี? กรองอากาศเดิม VS กรองแต่ง (ผ้า/เลส) แตกต่างกันยังไง?
สายซิ่งหรือสายใช้งานที่กำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนกรองอากาศดีไหม? หรือจะใช้ของเดิมๆ ดี วันนี้เราสรุปความแตกต่างแบบเนื้อๆ เน้นๆ มาให้ตัดสินใจกันง่ายขึ้นครับ!
1. กรองอากาศเดิม (Paper Filter)
กรองติดรถส่วนใหญ่ทำจากกระดาษเน้นความชัวร์และเซฟเครื่องยนต์
การดักฝุ่น: ดีที่สุด! ดักฝุ่นละเอียดได้เนียนกริบ ปลอดภัยต่อเครื่องยนต์ในระยะยาว
อัตราการเร่ง: อากาศไหลผ่านได้ในระดับที่โรงงานคำนวณมาพอดีกับการใช้งานทั่วไป
การดูแลรักษา: ล้างไม่ได้ ถ้าสกปรกหรือครบระยะ (ประมาณ 10,000 - 20,000 กม.) ต้องถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนอันใหม่เท่านั้น
เหมาะกับใคร: สายเดิมๆ เน้นขับใช้งานทั่วไป ไม่ชอบความยุ่งยากในการดูแล
2. กรองอากาศแต่ง แบบผ้า (Fabric Filter)
ทางสายกลางของคนอยากแรงขึ้น แต่ยังห่วงเรื่องการดักฝุ่น
การดักฝุ่น: ดักฝุ่นได้ดีใกล้เคียงกรองเดิม (ส่วนใหญ่ต้องเคลือบน้ำยาดักฝุ่น)
อัตราการเร่ง: อากาศไหลผ่านได้ดีกว่ากรองกระดาษ ทำให้อัตราเร่งมาไวขึ้น บิดติดมือขึ้น
การดูแลรักษา: สกปรกแล้วไม่จำต้องทิ้ง สามารถถอดมาล้าง ทำความสะอาด แล้วพ่นน้ำยาเคลือบ นำกลับมาใช้ซ้ำได้ยาวๆ (อายุการใช้งานนานกว่ากรองเดิมมาก)
เหมาะกับใคร: สายซิ่งระดับเริ่มต้น ขับใช้งานประจำวัน แต่อยากได้ความสมูทและประหยัดค่ากรองในระยะยาว
3. กรองอากาศแต่ง แบบสแตนเลส (Mesh/Stainless Filter)
สายสุดทาง เน้นอากาศเข้าไวที่สุดเพื่อความแรง
การดักฝุ่น: ดักได้เฉพาะฝุ่นก้อนใหญ่ ส่วนฝุ่นละเอียดหรือเม็ดทรายเล็กๆ มีโอกาสหลุดรอดเข้าไปในเครื่องยนต์ได้มากกว่าแบบอื่น
อัตราการเร่ง: อากาศไหลผ่านได้เร็วที่สุด ทะลุทะลวงที่สุด ช่วยให้รอบมาไว ลากรอบสนุกสะใจ
การดูแลรักษา: ดูแลรักษาง่ายที่สุดใน 3 แบบ แค่ถอดออกมาเป่าลม หรือล้างน้ำเปล่าตากให้แห้ง ก็ใส่กลับได้เลย ไม่ต้องพ่นน้ำยาเคลือบ
เหมาะกับใคร: รถที่ทำเครื่องยนต์มาแล้ว, สายลงสนาม หรือรถที่ต้องการรีดแรงม้าให้ออกมาได้มากที่สุด
#กรองอากาศ #กรองอากาศเดิม #กรองอากาศแต่ง #กรองผ้า #กรองเลส #กรองสแตนเลส #แต่งรถมอเตอร์ไซค์ #สายซิ่ง #สายใช้งาน #อัตราเร่ง #ดูแลรถ #ความรู้มอเตอร์ไซค์ #อะไหล่มอเตอร์ไซค์ #ของแต่งมอเตอร์ไซค์ #BikeLife #Motorcycle #PanomRacing #panomracing #พนมเรซซิ่ง |